วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่นิสิตนักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ต้องเตรียมพร้อมเพื่อการเป็นครูที่ดีในอนาคต


การสร้างสมรรถนะความเป็นครูของนิสิต นักศึกษาในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกไปเป็นครูฝึกสอน (Pre-service teacher competencies) ให้แข็งแกร่งนั้น นักศึกษาควรเตรียมพร้อมตัวเองให้มีความเป็นเลิศทั้ง 7Cs ได้แก่;

1. Content เนื้อหาที่เรียน- นักศึกษาควรมีความรู้ (Knowledge) ในเรื่องที่จะสอนได้เป็นอย่างดี และต้องรู้ในระดับที่เข้าใจ สามารถยกตัวอย่างประกอบได้ถูกต้อง เข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ สามารถแยกแยะระดับความยากง่ายของแต่ละเนื้อหา รวมทั้งเข้าใจแนวคิด ทฤษฏี ความคิดรวบยอด กรอบการศึกษาและสามารถนำผลการวิจัยในประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้

2. Curriculum Design นอกจากนักศึกษาต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องความรู้แล้ว การจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนให้เหมาะสม เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ นักศึกษาควรคุ้นเคยกับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่มีเวลาจำกัดแค่ 50 นาทีให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน นักศึกษาต้องเรียงลำดับการสอน อย่างมีระเบียบและเป็นขั้นตอน การเตรียม lesson plan หรือแผนการสอนทั้งในรายวิชา รายชั่วโมงโดยแบ่งส่วนเนื้อหาได้เหมาะสมตลอดทั้งเทอม และสามารถจัดกิจกรรม ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered) ได้อย่างสร้างสรรค์ 

3. Creativity ความคิดสร้างสรรค์- นักศึกษาบางครั้งยังติดกับกรอบรูปแบบหรือ กระบวน การสอนแบบเดิมๆที่คุ้นเคย ทำให้เทคนิคการสอนขาดความน่าสนใจ ส่งผลให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาที่นักศึกษาต้องออกฝึกสอน ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์ทั้งในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ตลอดจนการถ่ายทอด ออกมาอย่างสร้างสรรค์จึงเป็นทักษะที่นิสิตนักศึกษาควรเตรียมพร้อมก่อนออกฝึกสอนจริง


4. Communication ทักษะการสื่อสาร - สิ่งหนึ่งที่นักศึกษาขาดคือ ทักษะการถ่ายทอดเนื้อหาหรือการสอนให้นักเรียนเข้าใจโดยเฉพาะเอกภาษาอังกฤษ ที่นักศึกษาต้องมีทักษะการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งชั่วโมงสอน นักศึกษาควรต้องฝึกฝนอย่างมากในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษให้นักเรียนเข้าใจ รู้จักการตั้งคำถาม การให้แรงเสริม การแก้จุดบกพร่องหรือจุดผิดของนักเรียนรวมทั้ง การอธิบายเนื้อหาที่สอนเป็น ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ที่คณะศึกษาศาสตร์ รามคำแหงเอกภาษาอังกฤษนั้น ยังมีการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักอยู่ แต่เมื่อถึงวิชาพฤติกรรมการสอน 1 นักศึกษาต้องออกมาฝึกสอนหน้าชั้นเป้นภาษาอังกฤษทั้งหมด นักศึกษาส่วนให่ไม่คุ้นเคยและยังไม่มีทักษะการสื่อสารทางภาษาที่ดีเพียงพอ จึงทำให้นักศึกษาหลายๆท่านไม่ผ่านวิชานี้ จึงขอเสนอให้เปิดอีกหนึ่งวิชาสำหรับคณะศึกษาศาสตร์ คือ วิชาการใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียน (English Classroom Language) เพื่อเตรียมความพร้อม ให้นักศึกษาทุกคนทั้งเอกภาษาอังกฤาและเอกอื่นๆได้ฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง รองรับ AEC ที่มีความควาดหวังว่า ครูไทยทุกท่านไม่ว่าจะสอนวิชาใดก็ตาม ต้องสามารถสื่อสารและถ่ายทอดเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษได้ดี เพราะต่อไปในอนาคต ในชั้นเรียนของครูทุกท่าน อาจมีนักเรียนจากชาติอื่นๆในประเทศสมาชิกเข้ามานั่งเรียนด้วย นั่นหมายความว่า ภาษาอังกฤษจะต้องเป็นภาษาสื่อกลางและใช้ในชั้นเรียน

5. Confidence ความมั่นใจ-  การยืนสอนหน้าชั้น ที่มีนักเรียนจำนวน 40-50 คน จ้องมองเรา อาจทำให้นิสิตนักศึกษามือใหม่เกิดอาการประหม่า ขาดความมั่นใจ และวิตกกังวลได้ แต่หากนักศึกษาหมั่นฝึกซ้อมสอนหน้าห้องเป็นประจำ พร้อมทั้งนำคำแนะนำของเพื่อนและอ่านอาจารย์ ไปปรับปรุงและพัฒนา ความมั่นใจจะเกิดขึ้นได้และนิสิตนักศึกษาจะมีความพร้อมในการยืนสอนหน้าชั้นจริง

6. Computer ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในการช่วยสอน  ในศตวรรษที่ 21 เด็กเติบโตมากับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ดังนั้นนิสิตนักศึกษาจึงต้องมีความรู้พื้นฐานการใช้โปรแกรมเพื่อการสอน เช่น Word, Excel, Powerpoint ได้เป็นอย่างดีและสามารถใช้สื่อออนไลน์ประกอบการสอนได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียน

7. Classroom Management ทักษะการบริหารห้องเรียน การจัดการชั้นเรียนเป็นสิ่งที่นิสิตนักศึกษาต้องเตรียมพร้อมและทำความคุ้นเคย รวมทั้งฝึกปฏิบัติการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในชั้นหรือระหว่างการสอน ทฤษฏีเป็นเพียงแนวทางในการชี้นำ แต่นิสิตนักศึกษาทุกท่านต้องลองปฏิบัติในหลายๆสถานการณ์ เช่น การควบคุมชั้นในกรณีนักเรียนไม่มีวินัยและไม่มีความเป้นระเบียบ การกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนเมื่อผู้เรียนรู้สึกเบื่อหรือง่วงนอน รวมทั้งการลงโทษและการให้แรงเสริมทางลบ เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนบางคนลง

การเขียนบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา CTL3003 ของอ.บงกช แต่ครูโอ๊ตเห็นว่าอาจมีประโยชน์ต่อนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะออกไปเป็นครู จึงขอนำมาเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อส่งเสริมให้ประเทศมีครูที่มีศักยภาพและคุณภาพมากขึ้น

บทความนี้ไม่มีเจตนากล่าวให้ร้ายหรือมีวัตถุประสงค์ในทางไม่ดีต่อสถานบันใดๆทั้งสิ้นผู้เขียนเขียนจากประสบการณ์และแสดงความคิดเห็นเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างสร้างสรรค์

ด้วยความเคารพอย่างสูง
ชานุกฤต เธียรกัลยา
1 ตุลาคม 2558

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ครูโอ๊ต ชานุกฤต เทรนผู้เข้าประกวด Miss Thailand World 2015 เรื่อง การตอบคำถาม นางงาม

ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา ได้รับเกียรติให้เทรนผู้เข้าประกวด Miss Thailand World 2015 เรื่องการตอบคำถาม ที่ Superstar College of Asia (SCA) น้องๆทั้ง 25 คนตั้งใจและพยายามมากๆครับ ครูโอ๊ตขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน อย่าลืมว่า "งามอย่างมีคุณค่า พัฒนาสังคมไทย" แนวคิดของปีนี้นะครับ

 #ครูโอ๊ต #ชานุกฤต #kruoat #chanukrit #train #mtw #mtw2015 #finalquestion #beauty #pageant #sca
#นางงาม #ตอบคำถาม #sca

ภาพบรรยากาศการเทรน ออกรายการโต๊ะข่าวบันเทิง วันที่ 15 กรกฎาคม 2558
เริ่มที่ 4.38 นาที
Kru Oat is on Channel 3 in the entertainment news called, "โต๊ะข่าวบันเทิง".
Start at 4.38 minutes




















เพิ่มคำอธิบายภาพ

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

ครูโอ๊ต แนะนำหลักสูตร การพัฒนาบุคลิกภาพ (Personality Training) และ การพูดต่อหน้าสาธารณะ (Public Speaking)

div>
ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา

วิทยากรด้านบุคลิกภาพ และการสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้บริหาร พรีเซ้นเตอร์ ผู้มากด้วยประสบการณ์
องค์กรที่ให้ความไว้วางใจในการฝึกอบรมด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ

งานมอเตอร์ โชว์: BMW, HONDA, NISSAN,  MG, SUBARU, AIRSTREAM

ครูโอ๊ต

ชานุกฤต เธียรกัลยา
Kruoat.Chanukrit@gmail.com
IG: @KruOat
















การอบรมเชิงปฏิบัติการ "เทคนิคการสอนในศตวรรษที่ 21" รุ่น 3


ครูโอ๊ตได้เข้าร่วมอบรม "เทคนิคการสอนในศตวรรษที่ 21" ที่ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
เป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน ตื่นเต้นไปกับความรู้ใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอน และนำไปพัฒนาครูให้เชื่อมต่อกับนักเรียนรุ่นใหม่ได้ติดอย่างแน่นอน

การอบรมในครั้งนี่มีบรรยากาศที่เป็นกันเอง วิทยากรมีความรู้และความสนุกไปพร้อมๆกัน คุณครูและอาจารย์จากทั่วประเทศ แต่ละท่านมีความตั้งใจและสนุกไปพร้อมๆกัน





วันนี้ครูโอ๊ตขออนุญาตนำสิ่งที่ได้เรียนรู้และกิจกรรมที่ทำในระหว่างอบรมมาโชว์ให้ผู้สนใจนะครับ


การบ้านชิ้นแรก คือ ภาพเสมือนจริง ในโปแกรม CoLAR Mix

ที่ชอบมากที่สุดคือ เทคนิคการทำ infographic  เพราะอยากทำมานานแล้วครับ วันนี้ได้อาจารย์สุชาติ แสนพิช สอนครับ ดีใจมากครับ



ต่อมาครับ ครูโอ๊ตเรียนรู้การทำ Mind Map ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้มากครับ

วันนี้อบรมวันสุดท้ายแล้ว วันนี้ได้เรียนเนื้อหาของการสร้างข้อสอบผ่านแอฟที่สนุกอีกแล้วครับ
และช่วงสุดท้ายกับ การเรียนพื้นฐานการวิจัยที่มีประโยชน์สำหรับครูผู้สอนทุกท่าน

สุดท้าย คือช่วงบรรยากาศของการรับประกาศนียบัตรและถ่ายรูปร่วมกันครับ






ขอบคุณท่านวิทยากรมากๆที่มาให้ความรู้และมุมมองใหม่ๆกับครูโอ๊ตและคุณครูทุกท่าน
เป็นการอบรมที่น่าประทับใจมากๆครับ

ครูโอ๊ต


วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

Personal Brand Elements องค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคล โดย ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา

องค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคล (Personal Brand Elements) โดย ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา


สวัสดีนักศึกษาสำหรับเช้าวันจันทร์ต้อนรับเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักนะครับ

การเรียนการสอนในวันนี้ จะมุ่งเน้นให้นักศึกษาใช้การเรียนการสอนแบบ Flipped Classroom (ห้องเรียนกลับด้าน) โดยให้นักศึกษา อ่านเนื้อหาที่ครูโอ๊ตกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ด้วยตนเอง แล้วนำมาอภิปราย สอบถามข้อสงสัยรวมทั้งแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องขององค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคลในชั้นเรียนครับ

เกริ่นกันมายาว ขอเริ่มการอธิบาย องค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคล (Personal Brand Elements) กันเลยครับ

1. Brand Story เรื่องราวของเรา

ตอนเด็กๆ การฟังนิทานหรือเรื่องสนุกๆสักเรื่อง ถือเป็นสิ่งที่เด็กๆทุกคนตั้งตาคอย อยากให้คุณพ่อคุณแม่ คุณครูเล่าให้ฟังบ่อยๆ เพราะเด็กรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องนั้น กับตัวละครเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือแม้กระทั่งตัวร้ายที่มักจะทำให้เด็กๆหวาดกลัวและร้องไห้ไปทุกคราว การเล่าเรื่องราวของแบรนด์ส่วนบุคคล ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะคนทั่วไปเจอะเจอคนมากมายในหนึ่งวัน พวกเขาไม่มีเวลาจำชื่อคุณได้ทั้งหมด แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาจะจดจำเรื่องราวของคุณได้ นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะคุณกำลังสร้างเรื่องราวที่ไปฝังลึกอยู่ในจิตใจและความทรงจำของผู้อื่นและนั่นหมายความว่า คุณกำลังสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลในใจของผู้อื่นนั่นเอง

ครูโอ๊ตขอยกตัวอย่าง Brand Story ที่เราส่วนใหญ่รู้จักและยังจำได้ เช่น เรื่องราวของต๊อบ เถ้าแก่น้อย ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเศรษฐีหมื่นล้าน ตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งๆที่เมื่อก่อนติดเกมส์จนไม่เป็นอันเรียนหนังสือ แต่ด้วยความมานะบากบั่น บวกกับพลังลูกบ้า คิดทำธุรกิจ ล้มแล้วลุกจนสามารถยืนหยัดได้ด้วยสินค้าสาหร่ายทอดกรอบ จนถึงทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่มีใครไม่รู้จัก เถ้าแก่น้อย คุณต๊อบ  .....อีกเรื่องที่เรียกได้ว่าน่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องคลาสสิคเรื่องหนึ่งของวงการธุรกิจก็คือ ชีวิตของคุณตัน ภาสกรนที (หรือรู้จักกันในนาม คุณตัน อิชิตัน) จากลูกคนจีนที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ไทย เรียนจบแค่ ป.3 แต่มีหัวธุรกิจ ทำแผงหนังสือและขยายกิจการต่อยอดเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ เครื่องดื่มชาเขียวโออิชิ จนกระทั่งขายหุ้นโออิชิทั้งหมดแล้วมาเปิดบริษัท ไม่ตัน จำกัด จำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียว อิชิตัน ประสบผลสำเร็จอย่างมากมีชื่อเสียง เนื่องจากแบรนด์ส่วนบุคคลที่แข็งแรงมากๆของคุณตัน นั่นเอง

จากตัวอย่างของแบรนด์ส่วนบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั้งสองท่าน เราจะเห็นได้ว่า สิ่งหนึ่งที่ Brand Story มีคล้ายๆกัน คือ ความรู้สึกประทับใจและความรู้สึกทึ่งและชื่นชมในความพยายามของบุคคลทั้งสองที่ไม่ยอมแพ้กับโชตชะตา แม้ว่าจะเจอเหตุการณ์ที่ยากลำบากหรือจุดหักเหของชีวิต ผู้ที่ได้ฟังเกิดความรู้สึกว่า ทั้งสองท่านนี้เป็นไอดอลในการสอนอะไรบางอย่างให้กับผู้ฟัง แล้วทำให้เขาจดจำได้จากเรื่องราว

ทำไมต้องใช้ Story เข้ามาสร้างแบรนด์? คำตอบคือ การเล่าเป็นเรื่องราวจะทำให้คนจดจำตัวเราได้มากขึ้น เพราะในแต่ละเรื่องราวที่ดี จะมีจุดที่ไปกระทบอารมณ์ของผู้ฟัง และสร้างจุดร่วมในใจพวกเขา นอกจากนี้ ธรรมชาติของมนุษย์เป็นผู้ชอบฟังเรื่องราว มากกว่า การบรรยายสรรพคุณของคนเองให้ผู้อื่นฟัง  ยิ่งเรื่องราวของคุณน่าสนใจมากแค่ไหน โอกาสที่ผู้ฟังจะจดจำคุณได้ ยิ่งมีมากขึ้น

หลักการในการสร้างพลังเรื่องราวของตัวเองให้น่าสนใจ คือ


  1. เปิดเรื่องมาน่าสนใจ (Catchie Opening) การเปิดเรื่องตอนต้นเป็นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังตัดสินว่า คุณมีแบรนด์ส่วนบุคคลที่น่าสนใจแค่ไหน ภายใน 15 วินาทีแรกของการเล่าเรื่อง คุณต้องเลือกหาช่วงชีวิตในอดีตที่น่าสนใจเป็นจุดเริ่มเปิดประโยค เช่น ผม/ดิฉัน เกิดมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่า....(มีพร้อมไปทุกสิ่ง/กองเงินกองทอง/ยากจนจนแทบไม่มีอะไรทาน เป็นต้น) สิ่งที่ไม่ควรกล่าวอย่างยิ่งคือ การแนะนำตัวเหมือนเด็ก ป. 6 (สวัสดีครับ ผมชื่อ..... นามสกุล.....อายุ......เกิดที่จังหวัด......) อาจขึ้นต้นด้วยคำถาม คำคม หรือ รูปภาพในช่วงที่แสดงถึงความเป็นตัวเรามากที่สุดก็ได้
  2. จุดหักเหของชีวิต (Turning Point) เป็นช่วงหรือจังหวะชีวิต ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เหตุการณ์พลิกผัน หรือ เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจ เช่น เกิดการหย่าร้าง ธุรกิจยอดขายตกต่ำ สูญเสียคนรัก ถูกตำรวจจับได้ ล้มละลาย ถูกโกงไม่รู้ตัว เป็นต้น จุดหักเหนี้ อาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งในชีวิต ขอให้เลือกมาเพียง 2-3 เหตุการ์ณที่สำคัญๆเท่านั้น
  3. การตัดสินใจ (Decision Making) ผู้ฟัง กำลังลุ้นอยู่เลยครับ ว่าคุณจะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไปเมื่อเจอกับจุดหักเหในชีวิต คุณมีโอกาสเลือกที่จะเดินต่อไปข้างหน้า หรือยอมแพ้กับชะตาชีวิต ช่วงนี้ Brand Story จะสื่อสารถึงทัศนคติและความคิดของคุณว่าคุณเป็นคนอย่างไร หนีปัญหา หรือแก้ปัญหา มุ่งมั่นหรือล้มเลิก ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความจริง และการเลือกใช้คำที่มีพลังของคุณ บอกถึงการตัดสินใจว่ คือมีทางเลือกไหนบ้าง แล้วคุณเลือกทางเดินไหน เพราะอะไร แล้วผลของ การเลือหรือตัดสินใจนั้น คุณคิดว่าคุ้มหรือไม่
  4. สถานการณ์ในปัจจุบันและความมุ่งมั่นในอนาคต (Presence and Future) ในตอนสุดท้ายของ Brand Story เป็นการพูดถึงความสำเร็จ หรือสถานะในปัจจุบัน ว่า ณ ตอนนี้ คุณเป็นอย่างไรบ้าง ประสบความสำเร็จในระดับไหน พอใจแล้วหรือยัง  และในอนาคตมองภาพของตัวคุณเองไว้ว่าอย่างไร ในช่วงนี้ เป็นการสื่อสารถึง Brand Vision ว่าคุณมีเป้าหมายอย่างไรนั่นเอง

สิ่งที่ครูโอ๊ตขอย้ำเตือนคือ เรื่องราวของเรานั้น ต้องเป็นความจริง อย่าเสริมเติมแต่งให้ดูน่าทึ่ง น่าสงสารเพราะคุณไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ และการปั้นเรื่องขึ้นมา ยังไงก็ต้องมีคนรู้อยู่แน่นอนว่าความจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่อยากโดนแฉ ก็จงเลือกพูดแต่ความจริง และเลือกพูดในสิ่งที่เราสามารถพูดได้ คุณไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องที่คุณไม่สบายใจที่จะให้คนอื่นรู้ เพราะคุณเป็นคนกำหนดเอง แต่!!!! เมื่อไรก็ตามที่คุณกล้าที่จะยอมรับความจริง ในสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต ครูโอ๊ตเชื่อว่า จะมีผู้ฟังจำนวนไม่น้อยเลยที่ชื่นชมในความกล้าหาญและความตรงไปตรงมาของคุณ

สุดท้ายนี้ ครูโอ๊ตขอฝากว่า การสร้าง Brand Story นอกจากจะทำให้คนจดจำคุณได้จากเรื่องราวอันทรงพลังแล้ว ตัวคุณเองยังได้รู้จักตัวเองมากขึ้น จากการมองย้อนกลับไปดูมาอดีตที่ผ่านมา คุณเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงครับ

แล้วพบกันในห้องเรียนพร้อมทำกิจกรรม การสร้าง Brand Story  ของตัวเองครับ

ครูโอ๊ต
ชานุกฤต เธียรกัลยา
2 กุมภาพันธ์ 2558










วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มารยาทในการเข้าคลาส เรียนเต้นที่ Dance Studio โดย ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา (Repost from 2007 blog)

สวัสดีครับ

ครูโอ๊ตไปเจอโพสที่เขียนไว้ตั้งแต่ตอนไปเรียนเต้นที่ The EDGE ที่ L.A. เมื่อสมัยยังอยู่ที่อเมริกา ตอนปี 2007 เกี่ยวกับเรื่องมารยาทในคลาสเรียนเต้น เลยนำมาฝากกันไว้ สำหรับน้องๆ คนไหนที่ชอบและรักการเต้น ที่เพิ่มเริ่มฝึกใหม่ๆ หรือ คุณครูผู้สอนเต้นที่เห็นความสำคัญของหัวข้อนี้ ก็สามารถนำไปให้ลูกศิษย์ของตนอ่าน เพื่อให้นักเรียนทุกคน เรียนรู้ถึงมารยาทที่ดีได้นะครับ

ไปเรียนรู้เรื่องนี้ กันเลยดีกว่าครับ

.....................

บางครั้ง แดนเซอร์ที่เข้าคลาสบางคน ไม่ค่อยได้สนใจครูผู้สอนมากนัก เพราะมัวแต่คุยกัน (เสมือนนึกว่าเก่งแล้ว หรือจำท่าได้แล้ว) ซึ่งแดนเซอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ อาจเสียสมาธิในการจดจำท่าเต้นได้ดั้งนั้นวันนี้พี่โอ๊ตจึงอยากจะนำเสนอ “มารยาทในการเรียนเต้นใน Dance Studio” มาบอกน้องๆกัน สามารถนำมารยาทเหล่านี้มาใช้ในคลาสเรียนเต้นเพื่อให้น้องๆพัฒนาทักษะการเรียนเต้น ควบคู่ไปกับการมีมารยาทที่ดีในการเข้าคลาสเคารพครูผู้สอนและเคารพเพื่อนร่วมคลาสมารยาทนี่ถือเป็นมารยาทสา กลที่น้องๆทุกคนเอาไปใช้ในทุกๆที่ไม่ว่าจะเป็นคลาสเต้นในประเทศไทยหรือในประเทศอเมริกา (รวมทั้งประเทศอื่นๆ)

มารยาทสากลในการเข้าคลาสเรียนเต้นใน Dance Studio

1. Be on time มาเรียนตรงเวลา – ถ้าให้ดี เราควรมาก่อนเวลาจริงสัก 5-10 นาทีเพื่อมาวอร์มร่างกายเราให้มีความพร้อมในการเต้น ร่างกายที่มีความพร้อมความยืดหยุ่นจนสามารถทำให้เราเต้นได้ดียิ่งขึ้น หากว่าเรามีธุระจำเป็นต้องมาสาย หรือต้องออกจากคลาสก่อนเราควรแจ้งให้คุณครูท่านทราบล่วงหน้า

2. Warm Up อย่างที่พี่โอ๊ตบอกไปในข้อ 1 การวอร์มร่ายการเป็นสิ่งที่สำคัญในการเต้นเมื่อมาถึงคลาสก่อนเวลา เรามีเวลาในการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เหมาะสม เกล้าผมขึ้น (หากเป็นน้องๆผู้หญิงที่ไว้ผมยาว) ก่อนที่คลาสเต้นจะเริ่มการเตรียมพร้อมที่ดีทำให้เราสามารถโฟกัสท่าเต้นที่ครูสอนได้อย่างรวดเร็ว

3. Follow dress codes เสื้อผ้า หน้า ผม ควรให้เหมาะสมกับแต่ละคลาสเรียน ไม่ใช่แต่งหน้าซะจัดอย่างกับประกวดนางงามลิงมาเข้าคลาสเต้นบัลเล่ล์ หรือใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมหรือรองเท้าไม่ถูกประเภทของการเต้น 

4. If you are new, stand in the middle or in the back row 


ถ้าน้องๆที่เพิ่งเริ่มหัดเต้นมาเข้าคลาส เราควรยืนประมาณแถวกลางๆ หรือแถวหลังก่อน เพื่อให้นักเรียนที่เต้นเก่งแล้วยืนแถวหน้าเราจะได้แอบดูเค้าได้ หากเรามองไม่เห็นครูผู้สอน มารยาทข้อนี้พี่โอ๊ตใช้ตอนเรียนเต้นใหม่ๆ เราไม่ควรไปยืนเกะกะอยู่ข้างหน้าเพราะหากเราเต้นไม่ทัน อากจะถ่วงเวลาคนอื่นๆได้ทางที่ดีเราควรยืนประมาณแถวกลางๆไว้ เพื่อให้เราสามารถเต้นตามคนอื่นได้ทัน เมื่อเราเข้าคลาสบ่อยๆ หรือมีความชินกับสไตล์ของครูสอนเต้นแล้วเราค่อยๆเขยิบมาแถวหน้าๆ เพื่อให้ครูได้เห็นความสามารถโดยทั่วไปหากในคลาสมีนักเรียนมากๆ คุณครูที่นี่จะให้นักเรียนสลับแถวกันโดยนักเรียนแถวข้างหลังขึ้นมาลองเต้นแถวข้างหน้า เป็นการเปิดโอกาสให้เรากล้าแสดงออกและครูสามารถช่วยแก้ไขจุดบกพร่องได้ง่ายขึ้น

5. Maintain the dance space and Never Block the accompanist’s view of the instructor พูดง่ายๆก็คือ อย่ายืนบังคนข้างหลัง หรือสกัดดาวรุ่ง เพื่อไม่ให้เค้ามองเห็นครู เวลาเราเรียนเต้น เราก็อยากมองเห็นครูและตัวเราเองในกระจกทุกคน เพราะฉะนั้นเราต้องหาพื้นที่เต้นของเราเอง อย่าบังคนอื่นและหาที่ที่เราสามารถมองเห็นครูผู้สอน และตัวเราเองให้ได้ หากคนข้างหน้าเราบัง เราก็ควรพูดดีๆขอความกรุณาให้เค้าขยับออกไปหน่อยเพื่อให้เราสามารถมองเห็นกระจกและครูได้

6. Do not chew GUM! อย่าเคี้ยวหมากฝรั่งในระหว่างเข้าคลาสเต้น ที่อเมริกานี่เป็นสิ่งที่ครูสอนเต้นหลายๆคนถือกัน ฝรั่งที่นี่ติดเคี้ยวหมากฝรั่งกันมาก ที่นี้เวลาเต้นที่มีท่าโลดโผน หรือหมุนบ่อยๆ เจ้าหมากฝรั่งอาจติดคอตายได้แทนที่จะได้เป็นแดนเซอร์มืออาชีพสมใจ อาจต้องเข้าหามส่งเข้าโรงพยาบาลก่อน อีกอย่างบางคนเคี้ยวหมากฝรั่งเสียงดังซึ่งถือว่าเป็นมารยาทที่ไม่งาม

7. Do not mark the steps อย่าเต้นมาร์คท่า มารยาทข้อนี้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของคุณครูแต่ละท่าน เราในฐานะนักเรียนควรเต้นอย่างเต็มที่เสมือนเต้นจริงทุกๆครั้ง เพื่อให้ร่างกายชินกับท่าต่างๆ และในที่สุดร่างกายจะเคลื่อนไหวไปยังท่าต่อไปอย่างอัตโนมัตโดยที่เราไม่ต้องคิดว่าต่อไปคือท่าอะไรยกเว้นใ นบางกรณีที่คุณครูบอกอนุญาติให้เต้นมาร์คได้ เพราะต้องการให้นักเรียนคิดทบทวนตั้งแต่แปดแรกจนถึงแปดที่แปด คิดเสมอว่าการเต้นเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่ได้ใช้ร่างกายเราในการสร้างสรรค์ movementให้เข้ากับจังหวะเพลง(โดยเฉพาะเพลงที่เราชอบ) การเต้นด้วยใจ 150% มันเห็นความแตกต่างกับเต้นแค่ 50% อย่างชัดเจน คุณครูก็สามารถเห็นศักยภาพของเราได้เต็มที่ อย่าหักโหมจนเกินไป หากเรามีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหอบควรแจ้งให้ครูทราบเพราะร่างกายอาจเต็นเต็มแรงไม่ได้ทุกครั้ง listen to your body!(ฟังร่างกายของเราเองว่าไหวไม๊ )

8. Listen to questions or corrections ให้ตั้งใจฟังคำถามที่นักเรียนคนอื่นถาม
หรือให้เราสังเกตุการแก้ไขท่าเมื่อครูแนะนำ คนไทยเราไม่ค่อยกล้าพูด กล้าถามในชั้นเรียนแต่แดนเซอร์ที่นี้ถ้าไม่เข้าใจท่าเต้นบางท่าที่มีความซับซ้อนและยาก เค้าจะถามทันทีเราก็ควรตั้งใจฟังคำถามและคำตอบ รวมทั้งฝึกซ้อมไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่แต่พยักหน้าว่าเราเข้าใจบางครั้งครูอาจให้คำแนะนำหรือบอกเทคนิคการเต้นท่านี้ให้กับแดนเซอร์ที่ถามค ำถามซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับเรามากๆ บางทีเราไม่รู้หรอกว่าเราเต้นท่านี้ไม่ค่อยดีเหมือนกับครู การที่เราตั้งใจฟังและตั้งใจเต้น จะทำให้เราปรับปรุงท่าเต้นของเราให้ดียิ่งขึ้นแต่อย่าถามให้มากเกินงามเพราะอาจรบกวนการสอนของครูได้ เราอาจเดินไปถามครูต้องช่วงพักดื่มน้ำระหว่างชั้นเรียน หรือหลังเลิกเรียนเพื่อจะได้กลับไปฝึกฝนที่บ้าน

9. Thank the Dance Instructor/Teacher and the accompanist, if applicable

ขอบคุณคุณครูผู้สอนผู้ช่วยสอน มารยาทข้อนี้พี่โอ๊ตทำทุกครั้งในการเข้าคลาสเต้น การเป็นแดนเซอร์ที่ดีต้องรู้จักให้ความเคารพครูที่สอนวิชาเรา เราไม่มีทางเก่งได้ถ้าไม่มีครูที่ดีที่มีความอดทนในการสอน หรือแป่งปันวิชาและเทคนิคในการเต้นบางครั้งครูสอนเต้นที่มีชื่อเสียงมากๆในอเมริกาจะมีครูช่วยสอนเต้น เพราะมีนักเรียนจำนวนมากในชั้นเรียนเราก็ควรขอบคุณผู้ช่วยสอนด้วย พี่โอ๊ตขอบคุณแม้กระทั่งคนที่เต้นเก่งกว่าเราที่เราชื่นชอบ การที่เรามีความนอบน้อมและจริงใจในการขอบคุณและในการชมของเราจะส่งผลให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่ว มชั้นเรียนเพราะบางครั้งแดนเซอร์คนที่เต้นเก่งๆ ก็เดินมาบอกเราว่าวันนี้คุณเต้นเยี่ยมจริงๆ เท่านั้นแหละหัวใจพองโต ยิ่งถ้าได้รับคำชมจากคุณครูผู้สอนจะทำให้เรามีกำลังใจในการเต้นยิ่งขึ้น โอ้เกือบลืมไปว่า หลังจากเต้นรอบสุดท้ายก่อนคลาสเลิก แดนเซอร์และนักเรียนทุกคนในชั้นจะปรบมือให้กับครูสอนเต้น
เป็นการแสดงการขอบคุณที่ครูสอนในวันนี้

10. Treat the studio like it is your home and clean up after yourself 

มารยาทข้อสุดท้ายนี้ก็คือการรักษาความสะอาดสตูดิโอที่เราเรียนให้เหมือนกับบ้านของเราเอง บางครั้งเราทำน้ำหกบนพื้นหรือกินขนมแล้วเศษขนมตกหล่น เราควรเช็ดพื้นนั้น และหยิบเศษขนมหรือขยะที่เราเห็น ไปเก็บทิ้งให้ถูกที่รองเท้าที่เราใส่เรียนเต้นก็ไม่ควรสกปรกมากนัก เพราะเศษดิน หรือโคลนอาจตกหล่นบนพื้นห้องเรียนเต้นได้หากน้องๆที่มีเหงื่อมากในขณะเต้น เราก็ควรหาผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้พื้นลื่นหรือเหนียวหนึบหนับ

มารยาทเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญควบคู่กับการเรียนรู้ทักษะการเต้น ดังนั้นเราควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะนั่นหมายความว่า น้องๆให้ความรักและเคารพครูผู้สอน, เคารพเพื่อนร่วมคลาส, เคารพศิลปะการเต้น, เคารพสตูดิโอที่เรียนเต้น และสุดท้ายน้องๆเคารพตัวเองด้วย ถ้าน้องๆฝึกมารยาทเหล่านี้ในชั้นเรียนทุกครั้ง พี่โอ๊ตเชื่อว่าครูผู้สอนคงมีพลังและกำลังใจสอนมากยิ่งขึ้นทีเดียว

พี่โอ๊ต

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ร้อนใน แปลเป็นภาษาอังกฤษ ว่าอะไร โดย ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา

แงๆ วันนี้ ตื่นเช้ามาแล้ว ครูโอ๊ตเป็นร้อนใน หลังจากไม่ได้พักผ่อนเพราะทำงานติดกันเป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็มๆ เลยสงสัยว่า ว่าเจ้าแผลร้อนในนี้ พูดเป็น ภาษาอังกฤษว่าอะไร

แผลร้อนใน เราใช้ภาษาอังกฤษ ว่า Cold Sore ( โคลดฺ ซอลลฺ) หรือบางครั้งเรียกว่า fever blisters

Cold Sores are groups of small blisters on the lip and around the mouth. The skin around the blisters is often red, swollen, and sore. The blisters may break open, leak a clear fluid, and then scab over after a few days. They usually heal in several days to 2 weeks.
Source: http://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/tc/cold-sores-topic-overview

ถ้าเราจะบอกว่า เราเป็นร้อนใน เราพูดว่า "I have a cold sore."

นานๆเป็นทีนะครับ ด้วยความอยากรู้อยู่แล้วว่าเกิดจากอะไร เลยไปลองศึกษาค้นคว้าดู พบว่า

สาเหตุของอาการแผลร้อนใน ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่พบมากๆคือ เกิดจาก
1. พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย (Not getting enough sleep)
2. ความเครียด (Stress)
3. เหนื่อยมาก แบบทำงานหามรุ่งหามค่ำ (Fatigue อ่านว่า ฟะ ทีคคฺ)

วิธีการรักษาหรือ กำจัด (Get rid of) เจ้าอาการร้อนใน ทำได้ง่ายๆดังนี้ครับ


เอาง่ายๆนะ นอนหลับให้เพียงพอ ไม่เครียด ล้างปากบ่อยๆ อย่าไปแตะแผล ดื่มน้ำเยอะๆนะครับ

ถ้าใครที่เป้นร้อนในเหมือนครูโอ๊ต ขอให้หายเร็วๆนะจ๊ะ

จาก ครูโอ๊ต คร้าบ :)