แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบรนด์ส่วนบุคคล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบรนด์ส่วนบุคคล แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

Three Key Elements of a Successful Personal Brand by Kru Oat Chanukrit หัวใจหลัก 3 ข้อของแบรนด์ส่วนบุคคลที่สำเร็จ

3 Key elements of a Successful Personal Brand by Teacher Oat Chanukrit copyright (c) 2019

3 Key Elements of a Successful Personal Brand by Teacher Oat Chanukrit Thienkalaya

1. Discover your Passion and Talents ค้นหาสิ่งที่คุณรักและความสามารถของคุณ - คนบางคนโชคดีที่สามาถทำในสิ่งที่รักและเป็นสิ่งที่เราเก่งและถนัดได้ อย่างแรกเลยคือ การหาตัวเองให้เจอว่ารักและชอบอะไร หลังจากนั้นลองฝึกหัดทำไปเรื่อยๆจนเราเก่งหรือกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ครูโอ๊ตชอบเต้น เมื่อก่อนเราหลงรักในการเต้น ก็จะไปหาที่เรียนเต้น และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนได้เป็นแดนเซอร์ให้กับศิลปินของแกรมมี่ในช่วงสมัยยังครูยังเด็ก (ไม่พูดถึงอายุกันนะครับ ครูขอร้อง) หรือ นักเรียนบางคนชอบการออกแบบ ก็ฝึกฝนจนกลายเป็น กราฟฟิกดีไซด์เนอร์ได้ การค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร เป็นสิ่งที่ไม่ยากและไม่ง่าย ตราบใดที่เราลองสังเกตสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันให้ดีว่าเราชอบทำกิจกรรมอะไรนานๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อและชอบหาข้อมูลเพิ่มเติม ติดตามมันตลอด สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่าเป็น passion ของคุณได้

ส่วนใครที่ยังหา passion ไม่เจอ ครูโอ๊ตแนะนำว่าให้กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ passion เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และโอกาส สมัยก่อน ครูโอ๊ตไม่เคยนึกว่าตัวเองจะเป็นครู เพราะชอบเรื่องเต้นมาก แต่พอได้รับโอกาสให้สอนในช่วงตอนวัยทำงาน รู้สึกเหมือนมีพลังอะไรบางอย่างที่ทำให้เราสุขใจ การสอนมีเสน่ห์และทำให้ครูโอ๊ตมีพลัง ครูจึงหลงรักการสอนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้น การเปิดโอกาสให้กับตัวเองเพื่อที่หาบางสิ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึก "มีพลัง" "มีความสุข" นั่นคือ passion ที่เรารอคอย แต่การมี passion อย่างเดียวแต่ไม่พัฒนาตัวเองก็ไม่สามารถทำให้เราเก่งได้ เราต้องคิดเสมอว่า เราโชคดีขนาดไหนที่หา passion เจอ เมื่อเราอยู่กับสิ่งที่เรารักได้นานๆ ทำไมเราไม่พัฒนา เรียนรู้สิ่งๆนั้นให้ดีที่สุด ยิ่งเราสะสมประสบการณ์มากขึ้นเท่าไหร่ passion (สิ่งที่เรารัก หลงใหล)จะกลายเป็น profession (อาชีพ) ได้ง่ายขึ้น และทำให้เรายิ่งเก่งขึ้น

แต่บางครั้งสิ่งที่คุณรักกับสิ่งที่คุณเก่งอาจไม่เหมือนกัน เช่น คุณรักและหลงใหลรถแข่ง แต่คุณขับรถแข่งไม่เป็น ก็ไม่ได้หมายความคุณจะมี personal brand ไม่ได้ เราเพียงแค่ขวนขวายที่จะรู้เกี่ยวกับรถแข่งให้มากขึ้น แต่เราสามารถกลายเป็นกูรูด้านรถแข่งได้เช่นกัน หรือ คุณเชรี่ กูรูนางงาน ที่หลงใหลการประกวดนางงาม คุณไม่จำเป็นต้องไปประกวดนางงาม แต่คุณมีความรู้มากพอที่จะเป็นแฟนพันธ์ุแท้นางงาม รู้จักชื่อนางงามทุกคน รู้จักประเทศ รู้จักสถานที่และผู้ชนะ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการทำให้ passion กลายเป็น profession ได้ทั้งสิ้น




2. Be accepted by the industry, build a fan club or a group of admirers - เมื่อคุณหาสิ่งที่คุณรักเจอ แต่ไม่มีคนรู้ ไม่มีคนเห็น ไม่มีคนชื่นชม ก็เปรียบได้กับการเป็นซินเดอเรล่าที่มีความสวย ความดีแต่ไม่มีใครรู้  แม่เลี้ยงและพี่สาวทั้งสองคอยกีดกันให้อยู่แต่ในบ้านจะได้ไม่มีคนเห็น ดังนั้นซินเดอเรล่าจึงต้องออกไปปรากฎตัวต่อสาธารณะ ออกไปโชว์ความสวย ออกไปโชว์ความเก่งให้คนอื่นได้ชื่นชม ความสามารถและความหลงใหลของเราก็เช่นกัน คุณไม่จำเป็นต้องออกไปอวดใครต่อใคร หรือไปโม้ว่าเราเก่งอย่างนั้นเก่งอย่างนี้ (อันนี้ต้องระวังมากเพราะไม่ใช่วิธีการสร้างแบรนด์ตัวคุณเองที่ดีเลย) แต่เราตั้งใจทำงาน หรือทำในสิ่งที่เรารักและเผยแพร่ผลงานหรือความรู้ผ่านสื่อช่องทางหลายๆด้าน ไม่ต้องไปซื้อไลท์ ไม่ต้องไปโฆษณาถ้าไม่มีงบ แต่สิ่งสำคัญคือ การสร้างกลุ่มฐานแฟนคลับ หรือคนที่ชื่นชมในสิ่งที่เราทำอยู่ ยิ่งเราทำบ่อยๆ คนเห็นความสามารถเรา และชื่นชมในตัวเรามากขึ้น ออร่าของเราจะเริ่มฉายแสง แบรนด์ตัวเองก็จะเริ่มปรากฎ ครูโอ๊ตยกตัวอย่างเช่น แชมป์ ตรีภพ เที่ยงตรง หรือ ถ้าในวงการ Eports จะรู้จักในนามว่า "Xyclopz" คอมเม้นเตเตอร์และแคสเตอร์ชื่อดังระดับประเทศและภูมิภาค

Kru OAT and Xyclopz
ครูโอ๊ตและคุณแชมป์ Xyclopz ในงาน Predator League 2019


จากคนที่ชอบเล่นเกมส์ และ cast เกมส์เป็นภาษาอังกฤษจากคำต่อคำ เป็นประโยคผิดๆถูกๆ จากเริ่มแรกที่มีคนด่า คนตำหนื คนดูถูก แต่แชมป์นำคำสบประมาทมาเป็นแรงผลักดันทำให้ตัวเองดีขึ้น พัฒนาปรับปรุงตัวเองเพื่อให้ใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ด้วยความรักและชอบในสิ่งที่ทำจนทำให้มีคนชื่นชอบและติดตามจากทั่วทุกมุมโลก ประสบความสำเร็จจากที่สิ่งที่ตนเองรักจริงๆ  ซึ่งทำให้เกิดวงกลมที่ 3 นั่นคือ

3. Make money from your passion and what you love การทำเงินหรือสร้างรายได้จากสิ่งที่คุณรัก - วงกลมสุดท้ายนี้สำคัญสุดในความคิดของครูโอ๊ต  โชคดีขนาดไหนถ้าเราได้ทำสิ่งที่เรารัก มีคนรู้จัก แถมได้เงินดีๆด้วย วงกลมนี้จะเป็นตัวกำหนดเลยว่าคุณมี Personal Brand แล้วหรือยังและอยู่ในระดับไหน พูดง่ายๆถ้าเปรียบกับดารา เราจะได้เรทออกงานโชว์ตัวเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับระดับความดังของเรา ตัวรายได้จากการทำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รักก็เช่นกันจะเป็นมาตรวัดที่ดีในการบอกพลังของ Personal Brand ในตัวคุณเอง สิ่งที่สำคัญก็คือ อย่าตั้งเรทให้ตัวเองสูงสุดโต่งในครั้งแรก ปล่อยให้พลังของ Personal Brand เป็นตัวกำหนดตัวเงินที่สะท้อนถึงแบรนด์ของคุณเอง หลายๆครั้งและในหลายๆเคสที่ครูโอ๊ตเคยคุยและรู้จัก ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเล่าว่าตอนเริ่มสร้าง Personal Brand มักจะเริ่มจากการทำด้วยใจรัก และไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเงินมากนัก แม้กระทั่งทำฟรีติดต่อกันเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งมีคนชื่นชม ชื่นชอบและตัวเม็ดเงินจะค่อยๆหลั่งไหลเข้ามาเอง มันคือผลพลอยได้ที่ทำให้เรามีกำลังใจในการทำสิ่งที่เรารักต่อไป ตัวอย่างเช่น เก๋ไก๋สไลเดอร์ ที่เคยเรียนในวิชา Celebrity Branding ของครูโอ๊ตที่ม.กรุงเทพ ก็เล่าว่าเริ่มต้นจากคลิปสนุกๆ เป็นตัวของตัวเองที่สุด สุดท้ายก็มี sponsor มีคนมาให้รีวิว หรือให้งานต่อยอด จนตอนนี้สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างดี ทั้งเก๋ไก๋และสไปร์ทเป็นขวัญใจของหลายๆคน เพราะเขาทั้งสองมีจุดยืนที่ชัดเจน มีไอเดียสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆตลอดเวลา มีคนชื่นชอบและมีรายได้จากการพัฒนาคลิปของเขาเองและรายได้จาก Personal Brand ที่สตรองแข็งแรงมาก


ดังนั้นกล่าวโดยสรุป หัวใจสำคัญของการมี Personal Brand หรือ แบรนด์ส่วนบุคคล คือ
1. คุณต้องหาสิ่งที่คุณรัก หลงใหลและเก่งให้เจอและพัฒนา ปรับปรุงให้ดียิ่งๆยิ่ง
2. คุณมีคนที่ชื่นชมในความเป็นตัวคุณ ชอบผลงานของคุณและคอยติดตามคุณ
และ 3. คุณสามารถสร้างรายได้จากการทำในสิ่งที่คุณรักและเก่ง

แล้ววิธีการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลทำได้อย่างไร ติดตามตอนต่อไปนะครับ แล้วครูโอ๊ตจะสอนบอก 4 ขั้นตอนง่ายๆในการทำตัวเองให้กลายเป็นแบรนด์


ถ้าชอบบทความนี้ ช่วยคอมเม้นให้กำลังใจและแชร์ต่อฟไปด้วยนะครับ
อย่าลืมให้เครดิต วงกลม 3 วงของครูโอ๊ตด้วยนะครับ ขอบคุณครับ :)

28 February 2019
28 กุมภาพันธ์ 2562

Kru Oat Chanukrit Thienkalaya
ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา
Teacher Oat (Kru Oat) Chanukrit Thienkalaya
Guest Lecturer at Bangkok University (Rangsit Campus)
Kru Oat teaches a Personal Branding course at the BU since 2013.
His passions are teaching, language and communication, and performing arts.  I love sharing his passions to others.

With his multi-talents, he enjoys spending time teaching and inspiring new generations.
4Es:  English teacher/trainer/coach, Emcee/Host, Entertainer, Event Service Provider
IG: @KruOat   Contact for work only: 098-923-4554



ขอบคุณรูปภาพจาก:
1. Workpoint youtube channel: https://www.youtube.com/watch?v=1V_AKegWObw
2. http://www.workpointtv.com/news/25361
3. https://hilight.kapook.com/view/167335


วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

Personal Brand Elements องค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคล โดย ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา

องค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคล (Personal Brand Elements) โดย ครูโอ๊ต ชานุกฤต เธียรกัลยา


สวัสดีนักศึกษาสำหรับเช้าวันจันทร์ต้อนรับเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักนะครับ

การเรียนการสอนในวันนี้ จะมุ่งเน้นให้นักศึกษาใช้การเรียนการสอนแบบ Flipped Classroom (ห้องเรียนกลับด้าน) โดยให้นักศึกษา อ่านเนื้อหาที่ครูโอ๊ตกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ด้วยตนเอง แล้วนำมาอภิปราย สอบถามข้อสงสัยรวมทั้งแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องขององค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคลในชั้นเรียนครับ

เกริ่นกันมายาว ขอเริ่มการอธิบาย องค์ประกอบของแบรนด์ส่วนบุคคล (Personal Brand Elements) กันเลยครับ

1. Brand Story เรื่องราวของเรา

ตอนเด็กๆ การฟังนิทานหรือเรื่องสนุกๆสักเรื่อง ถือเป็นสิ่งที่เด็กๆทุกคนตั้งตาคอย อยากให้คุณพ่อคุณแม่ คุณครูเล่าให้ฟังบ่อยๆ เพราะเด็กรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องนั้น กับตัวละครเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือแม้กระทั่งตัวร้ายที่มักจะทำให้เด็กๆหวาดกลัวและร้องไห้ไปทุกคราว การเล่าเรื่องราวของแบรนด์ส่วนบุคคล ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะคนทั่วไปเจอะเจอคนมากมายในหนึ่งวัน พวกเขาไม่มีเวลาจำชื่อคุณได้ทั้งหมด แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาจะจดจำเรื่องราวของคุณได้ นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะคุณกำลังสร้างเรื่องราวที่ไปฝังลึกอยู่ในจิตใจและความทรงจำของผู้อื่นและนั่นหมายความว่า คุณกำลังสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลในใจของผู้อื่นนั่นเอง

ครูโอ๊ตขอยกตัวอย่าง Brand Story ที่เราส่วนใหญ่รู้จักและยังจำได้ เช่น เรื่องราวของต๊อบ เถ้าแก่น้อย ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเศรษฐีหมื่นล้าน ตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งๆที่เมื่อก่อนติดเกมส์จนไม่เป็นอันเรียนหนังสือ แต่ด้วยความมานะบากบั่น บวกกับพลังลูกบ้า คิดทำธุรกิจ ล้มแล้วลุกจนสามารถยืนหยัดได้ด้วยสินค้าสาหร่ายทอดกรอบ จนถึงทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่มีใครไม่รู้จัก เถ้าแก่น้อย คุณต๊อบ  .....อีกเรื่องที่เรียกได้ว่าน่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องคลาสสิคเรื่องหนึ่งของวงการธุรกิจก็คือ ชีวิตของคุณตัน ภาสกรนที (หรือรู้จักกันในนาม คุณตัน อิชิตัน) จากลูกคนจีนที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ไทย เรียนจบแค่ ป.3 แต่มีหัวธุรกิจ ทำแผงหนังสือและขยายกิจการต่อยอดเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ เครื่องดื่มชาเขียวโออิชิ จนกระทั่งขายหุ้นโออิชิทั้งหมดแล้วมาเปิดบริษัท ไม่ตัน จำกัด จำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียว อิชิตัน ประสบผลสำเร็จอย่างมากมีชื่อเสียง เนื่องจากแบรนด์ส่วนบุคคลที่แข็งแรงมากๆของคุณตัน นั่นเอง

จากตัวอย่างของแบรนด์ส่วนบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั้งสองท่าน เราจะเห็นได้ว่า สิ่งหนึ่งที่ Brand Story มีคล้ายๆกัน คือ ความรู้สึกประทับใจและความรู้สึกทึ่งและชื่นชมในความพยายามของบุคคลทั้งสองที่ไม่ยอมแพ้กับโชตชะตา แม้ว่าจะเจอเหตุการณ์ที่ยากลำบากหรือจุดหักเหของชีวิต ผู้ที่ได้ฟังเกิดความรู้สึกว่า ทั้งสองท่านนี้เป็นไอดอลในการสอนอะไรบางอย่างให้กับผู้ฟัง แล้วทำให้เขาจดจำได้จากเรื่องราว

ทำไมต้องใช้ Story เข้ามาสร้างแบรนด์? คำตอบคือ การเล่าเป็นเรื่องราวจะทำให้คนจดจำตัวเราได้มากขึ้น เพราะในแต่ละเรื่องราวที่ดี จะมีจุดที่ไปกระทบอารมณ์ของผู้ฟัง และสร้างจุดร่วมในใจพวกเขา นอกจากนี้ ธรรมชาติของมนุษย์เป็นผู้ชอบฟังเรื่องราว มากกว่า การบรรยายสรรพคุณของคนเองให้ผู้อื่นฟัง  ยิ่งเรื่องราวของคุณน่าสนใจมากแค่ไหน โอกาสที่ผู้ฟังจะจดจำคุณได้ ยิ่งมีมากขึ้น

หลักการในการสร้างพลังเรื่องราวของตัวเองให้น่าสนใจ คือ


  1. เปิดเรื่องมาน่าสนใจ (Catchie Opening) การเปิดเรื่องตอนต้นเป็นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังตัดสินว่า คุณมีแบรนด์ส่วนบุคคลที่น่าสนใจแค่ไหน ภายใน 15 วินาทีแรกของการเล่าเรื่อง คุณต้องเลือกหาช่วงชีวิตในอดีตที่น่าสนใจเป็นจุดเริ่มเปิดประโยค เช่น ผม/ดิฉัน เกิดมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่า....(มีพร้อมไปทุกสิ่ง/กองเงินกองทอง/ยากจนจนแทบไม่มีอะไรทาน เป็นต้น) สิ่งที่ไม่ควรกล่าวอย่างยิ่งคือ การแนะนำตัวเหมือนเด็ก ป. 6 (สวัสดีครับ ผมชื่อ..... นามสกุล.....อายุ......เกิดที่จังหวัด......) อาจขึ้นต้นด้วยคำถาม คำคม หรือ รูปภาพในช่วงที่แสดงถึงความเป็นตัวเรามากที่สุดก็ได้
  2. จุดหักเหของชีวิต (Turning Point) เป็นช่วงหรือจังหวะชีวิต ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เหตุการณ์พลิกผัน หรือ เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจ เช่น เกิดการหย่าร้าง ธุรกิจยอดขายตกต่ำ สูญเสียคนรัก ถูกตำรวจจับได้ ล้มละลาย ถูกโกงไม่รู้ตัว เป็นต้น จุดหักเหนี้ อาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งในชีวิต ขอให้เลือกมาเพียง 2-3 เหตุการ์ณที่สำคัญๆเท่านั้น
  3. การตัดสินใจ (Decision Making) ผู้ฟัง กำลังลุ้นอยู่เลยครับ ว่าคุณจะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไปเมื่อเจอกับจุดหักเหในชีวิต คุณมีโอกาสเลือกที่จะเดินต่อไปข้างหน้า หรือยอมแพ้กับชะตาชีวิต ช่วงนี้ Brand Story จะสื่อสารถึงทัศนคติและความคิดของคุณว่าคุณเป็นคนอย่างไร หนีปัญหา หรือแก้ปัญหา มุ่งมั่นหรือล้มเลิก ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความจริง และการเลือกใช้คำที่มีพลังของคุณ บอกถึงการตัดสินใจว่ คือมีทางเลือกไหนบ้าง แล้วคุณเลือกทางเดินไหน เพราะอะไร แล้วผลของ การเลือหรือตัดสินใจนั้น คุณคิดว่าคุ้มหรือไม่
  4. สถานการณ์ในปัจจุบันและความมุ่งมั่นในอนาคต (Presence and Future) ในตอนสุดท้ายของ Brand Story เป็นการพูดถึงความสำเร็จ หรือสถานะในปัจจุบัน ว่า ณ ตอนนี้ คุณเป็นอย่างไรบ้าง ประสบความสำเร็จในระดับไหน พอใจแล้วหรือยัง  และในอนาคตมองภาพของตัวคุณเองไว้ว่าอย่างไร ในช่วงนี้ เป็นการสื่อสารถึง Brand Vision ว่าคุณมีเป้าหมายอย่างไรนั่นเอง

สิ่งที่ครูโอ๊ตขอย้ำเตือนคือ เรื่องราวของเรานั้น ต้องเป็นความจริง อย่าเสริมเติมแต่งให้ดูน่าทึ่ง น่าสงสารเพราะคุณไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ และการปั้นเรื่องขึ้นมา ยังไงก็ต้องมีคนรู้อยู่แน่นอนว่าความจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่อยากโดนแฉ ก็จงเลือกพูดแต่ความจริง และเลือกพูดในสิ่งที่เราสามารถพูดได้ คุณไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องที่คุณไม่สบายใจที่จะให้คนอื่นรู้ เพราะคุณเป็นคนกำหนดเอง แต่!!!! เมื่อไรก็ตามที่คุณกล้าที่จะยอมรับความจริง ในสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต ครูโอ๊ตเชื่อว่า จะมีผู้ฟังจำนวนไม่น้อยเลยที่ชื่นชมในความกล้าหาญและความตรงไปตรงมาของคุณ

สุดท้ายนี้ ครูโอ๊ตขอฝากว่า การสร้าง Brand Story นอกจากจะทำให้คนจดจำคุณได้จากเรื่องราวอันทรงพลังแล้ว ตัวคุณเองยังได้รู้จักตัวเองมากขึ้น จากการมองย้อนกลับไปดูมาอดีตที่ผ่านมา คุณเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงครับ

แล้วพบกันในห้องเรียนพร้อมทำกิจกรรม การสร้าง Brand Story  ของตัวเองครับ

ครูโอ๊ต
ชานุกฤต เธียรกัลยา
2 กุมภาพันธ์ 2558